ขอบ่นหน่อยเหอะ SFS

SFS = Strategy for Success
เป็นหนึ่งในวิชา CP ที่เรียน ที่มหาลัย CMMU เป็นวิชาที่ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มมาฝึกเป็นเจ้าของกิจการ โดยที่ในห้องจะแบ่งนักเรียนเป็น 9-10 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน แต่ละคนจะมีหน้าที่ต่างๆกัน เช่น เป็น Marketing Director, Production Director, CFO ทำหน้าที่ในการตัดสินใจต่างๆกันไป ต้องตัดสินใจในการวางแผนการผลิต การตลาด การขยาย capacity ต่างๆ แข่งกันขายทำกำไร โดยที่การกระทำแต่ละอย่างต้องมีการคิด Cash flow, Balance sheet, Income statement, Contigency plan, ทุกๆ Quarter ต่อเนืองกันไป
 
สิ่งที่จะบ่นก็คือ ขณะที่กลุ่มเราเล่นมาถึง Quarter 7 กำลังนำโด่งอยู่ ดูตามรูป

อ.กลับมาขอเรียกพบก่อนเล่น Q7 และบอกว่า ขอให้กลุ่มเราลดการผลิตลง จากที่ในห้อง limit ให้ผลิต 30k per quarter เหลือ 15k per quarter ใน Q7 นี้ ด้วยเหตุผลที่ กลุ่มเรานอกเหนือจากที่จะผลิตแล้วยัง ทำการ sub-contract จาก thrid party ด้วย เพื่อขยายตลาด หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ทีม Marketing สร้างขึ้นมา ซึ่งทำให้ยอดขาย และ กำไรกลุ่มเรา ตกลงไปอย่างมาก เพราะ
1. ของเหลือจากที่ไม่ได้ผลิต ต้องเสียค่า inventory มากมาย
2. คนที่จัดจ้างเข้ามาแล้วเพื่อทำการผลิต แต่ถูกระงับไม่ให้ผลิต
3. ค่าใช้จ่ายจากการเช่าพื้นที่ที่ขยายไว้แล้วเพื่อรองรับการผลิต 30k
รวมๆแล้ว เราขาดทุนไปครึ่งล้าน ใน Q เดียว
 
ที่เซ็งมากก็คือ หลังจากที่คุยกับอ.จบ กู(ขอขึ้นกูละ ได้รม) ก็หงุดหงิดๆๆ เดินออกจากห้องไปกินข้าว โดยที่ขี้เกียจรับฟังอ.พูด ปรากฏว่า อ.ไม่ได้แจ้งอะไรในห้องเลยว่าจะให้ลดการผลิตลงเหลือ 15k ผลก็คือมีกลุ่มเรากลุ่มเดียว ที่ต้องลดการผลิตลง ผมมองว่าการทำแบบนี้ มันไม่ยุติธรรม แล้วเค้าไม่ควรมีสิทธิมาห้ามได้ ผลก็คือ มีกลุ่มเรากลุ่มเดียวที่รับภาระดังกล่าวข้างต้น
 
แต่เราก็ยังไม่อยากบ่นมาก เนืองจาก ถึงจะขาดทุนขนาดนั้นแล้ว คะแนนรวมหลังจาก Q7 เราก็ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ และยังมีอีกหลายๆกลุ่มที่กำลังลำบาก (ดังที่เห็นในกราฟ) ว่าจะเจ๊งอยู่แล้ว เพราะทีมเรากินตลาดอยู่ทีมเดียว เราก็ถือว่าทำบุญให้คนอื่นๆได้เข้ามามีโอกาสขายบ้าง แต่ขณะนั้น ทีมที่เป็นที่สอง ก็ได้ income มหาศาลใน Q7 ในขณะทีมเราตกไปอยู่ที่ 4 income ตอนนั้น เค้าก็ไล่เข้ามาจนห่างแค่แสนเดียว (จาก Q6 ที่สองกำไรรวม 90,000 ทีมเรา กำไรรวม 530,000 กลายเป็น ที่2 380,000 ทีมเรา 490,000) คิดเอาละกัน ว่าเราขาดทุน ขนาดไหน จนที่สองมาเกือบทัน
 
ใน Q8 ทีมเราก็กลับมาสู่สภาพเกือบปรกติ ทำกำไรกลับมาเป็นที่หนึ่งเหมือนเดิม แต่เกิดปัญหาด้าน cash flow เนืองจาก Q ที่ลดกำลังการผลิตไปมีผลกระทบต่อเนืองทำให้เงินขาดมือ (หมุนเงินไม่ทัน ว่าง่ายๆ) ต้องทำการ Short-term loan จากทางธนาคาร ไปประมาณ 1,500,000 เพื่อรองรับ Cash flow ที่ขาดไป และเสีย interest จากการทำ loan ครั้งนั้น อีกประมาณ 120,000 (ดอก Q ละ 2.5 เปอเซ็นต์ และเป็น emergency loan โดนดอกอีกสามเท่า) ยังไงก็ตามทีมเราถีบตัวเองทำ income มากกว่าทีมสอง ไปอีกแสนกว่าๆ ประมาณว่า ที่ 2 กำไร Q นั้น 200,000 ทีมเรากำไร 300,000 แต่ยังไงก็ตาม กลุ่มเรายังเจอปัญหาขายสินค้า 1 ไม่หมด และยังเสียค่า inventory อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากสินค้าเหลือ stock
 
ในที่สุด Q9 ก็เกิดเหตุการณ์แย่ๆ ขึ้น มันแย่ที่สุดตรงที่… ทีมที่2 กับที่3 ฮั่วกัน (cartel) ตัด price ลงให้เท่ากัน $65 per unit ลง marketing เท่ากันเดะๆ มันเป็นการลดราคาลงอย่างน่าเกลียด $85->$65 แล้วอัด marketing ตาม มันเป็นสิ่งที่เราทำได้ตั้งแต่ Q7 แต่ไม่อยากทำตั้งแต่แรก เพราะกลุ่มอื่นๆกำลังจะตาย การลด margin ลงให้บางแทบจะเท่าทุนแบบนั้น เป็นการเพิ่ม demand เพิ่ม campaign, promotion เข้าไป เพื่อเพิ่ม demand เข้าไปอีก ผลิตเป็นจำนวนมากๆเพื่อให้ reach economic of scale และต้นทุนในการผลิตที่ต่ำลง การทำอย่างนั้น = การฆ่าการแข่งขันภายในตลาด และทำลายบริษัทรายย่อยอื่นๆ ที่ยังไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้กับ มหาอำนาจ หรือ นายทุน ทั้งหมดในตลาดได้ (ถ้าผมทำเอง ผมทำได้ ตั้งแต่ Q7 เพราะผม reach economic of scale ไปแล้ว และจะไม่มีทีมไหนขายได้อีกเลย ผลก็คือ ทุกคนจะตายหมด ยกเว้นกลุ่มเราที่มี net income เป็น 0 กลายเป็นตลาด Monoploy) เรื่องนี้ อ.เองก็เป็นคนขอร้องไว้แล้วว่าให้ขึ้นราคาเพื่อให้มีช่องว่างสำหรับคนอื่นๆที่ยังไม่สามารถทำกำไรได้ ผลลัพธ์ก็คือ กลุ่มผม ติดลบอีกครั้งใน Q นี้ ทำให้ที่สองตีตื้นมาจน income นำไป และชนะในหลักหมื่น.. ทีมเรากลายเป็นที่สอง….
 
เราหงุดหงิดมากๆ ขอคุยกับอ.ท้ายคาบ และบอกทุกอย่างข้างต้นไป อ.พูดว่า "ผมก็ไม่คิดว่าผลลัพธ์จากที่คุณให้ลดการผลิตลงจะกลายเป็นอย่างนี้ มันก็เหมือนกับ.. คุณถูกโกงนั้นแหละ คุณเคยถูกโกงเป็นสิบล้านไหม? มันมีอยู่ในโลกธุรกิจแบบนี้ ผมก็คิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ให้คุณได้เรียนรู้นะ (คุณเป็นอ.ตรูนะ…-____-" จะมาโกงตรูในคาบทำไมฟะ..) ถามว่า unfair ไหม?? บนโลกนี้ ไม่มีใครตัดสินในโลกธุรกิจได้หรอกว่า อะไร unfair หรือไม่ (อ้าว พูดงี้… ถ้าตรูไม่ทำตามที่บอกตั้งแต่แรกก็ไม่ผิดสินะ….) ส่วนเรื่องฮั่วกันเนี้ย ตัวผมเองก็ไม่ชอบ แต่มันก็มีอยู่จริงในโลกนี้ และพบเจอได้เสมอๆ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ให้คุณได้เรียนรู้ (เอออออออ…. -*-)" สรุปว่าบ่นอะไรไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก… ผมก็รู้… หงุดหงิดไปก็บ้าเปล่าๆ… สุดท้ายมันก็เป็นแค่ตัวเลขในอดีตตัวหนึ่ง…
 
บทเรียนที่ได้รับคือในโลกธุรกิจ ไม่มีคำว่าถูกต้อง หรือ ปราณี… จบห้วนๆแบบนี้แหละ ขี้เกียจพิมพ์ต่อแระ สบายใจ อิอิ….
 
Advertisements
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

One Response to ขอบ่นหน่อยเหอะ SFS

  1. Yu says:

    ไอ้บ้า 555

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s